มีประสบการณการทำงานมายาวนานถึง 16 ปี ปัจจุบันเป็นนักจัดฝึกอบรม เป็นนักจัดฝึกอบรมในโครงการของอินเตอร์นิวส์ ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ (NGO)ที่ทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สื่อในท้องถิ่น
เธอได้แสดงความเห็นแก่ทีมงานผู้หญิงภาคประชาสังคมซึ่งขอสัมภาษณ์เธอถึงมุมมองการทำงานภาคประชาสังคมพื้นที่ชายแดนใต้ในฐานะที่เธอเป็นผู้หนึ่งซึ่งทำงานภาคประชาสังคมที่มาจากส่วนกลาง และนี่คือมุมมองของเธอ
ถ้าให้วิเคราะห์คงลำบากเพราะยังไม่ลึกซึ้ง แต่ให้ความเห็นพอประมาณได้ มุมมองอาจปนกันระหว่างการเป็นนักข่าวและการสนับสนุนสื่อ คิดว่าคนที่ทำงานภาคประชาสังคมในพื้นที่ตรงนี้ มีสามกลุ่มหลัก คือ คนมาจากส่วนกลาง คนที่อยู่ในพื้นที่ และคนที่อยู่ในแวดวงปัญญาชน เพราะฉะนั้นการทำงานจึงเป็นการผสมผสานระหว่างคนสามกลุ่มนี้
เธอกล่าวต่อว่า....
น่าดีใจที่กลุ่มผู้หญิงที่ก้าวมาทำงานตรงนี้ค่อนข้างเยอะ ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม คิดว่าดี เพราะผู้หญิงมีความยืดหยุ่น และมีความนุ่มนวลในการเข้าถึงปัญหา ท่วงทำนองของผู้หญิงจะทำให้การพูดจานุ่มนวล อีกออย่างผู้หญิงเป็นผู้ได้รับผลกระทบ แม้ว่าหลายคนอาจไม่ตรง แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นทำให้เขามองเห็นภาพโดยรวม เนื่องจากเขาดูแลครอบครัวเป็นหลัก ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง จะมีคนที่ใช้ความรุนแรง คนที่เข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลแก้ไขปัญหา จะเป็นคนที่มีอำนาจ เป็นเจ้าหน้าที่ เป็นผู้ชาย ท่วงทำนองก็จะมีการปะทะกัน ผู้หญิงจะเข้ามาแทรกเป็นตัวกลาง เป็นสะพานเชื่อมโดยอัตโนมัติในขณะเดียวกันผู้หญิงก็มีจุดอ่อนเรื่องเวลา ต้องดูแลครอบครัว การทำงานแฝงด้วยความเกรงใจทุกฝ่าย สัญญาณหรือข้อความที่ส่งผ่านจากผู้หญิงอาจจะขาดความเข้มข้น พอถึงจุดหนึ่งเราอาจจะงงว่าไปเจรจาต่อรองหรือไปขอของเขา จะทำให้เกิดความสับสนได้ว่าเราทำหน้าที่อะไร โดยเฉพาะการต่อรองในพื้นที่นี้เป็นการต่อรองกับผู้มีอำนาจในสังคม จุดอ่อนของคนในพื้นที่คือ เราจะต่อรองกับผู้มีอำนาจอย่างไร ชุมชนนี้ขาดเสียงของตนเอง ที่ผ่านมาอาศัยสื่อจากที่อื่น ต่อมาก็มีผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจำนวนหนึ่งเข้าทำตรงนี้ เช่น มีรายการวิทยุของผู้หญิง มีการวิจัย ทำงานภาคประชาสังคม ผู้หญิงก็กลายเป็นกระบอกเสียงให้กับชุมชน ในการที่จะลุกไปพูดจากับคนในสังคมอื่นๆ
ภาพรวมของภาคประชาสังคมในพื้นที่ มองอย่างไรบ้าง ?
มีสิ่งหนึ่งที่เป็นห่วง คือ คนที่อยากทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาตรงนี้มีเยอะ ทั้งคนจากส่วนกลาง จากต่างประเทศ แต่คนในพื้นที่ที่ทำงานได้มีไม่กี่กลุ่ม สามารถนับหัวได้ เรียกว่าอุปสงค์อุปทานไม่สอดคล้องกัน คนในพื้นที่ก็อยากรับทุกโครงการ ปัญหาก็คือ เราจะทำงานได้คุณภาพไหม การทำงานสิ่งที่เราต้องการ คือ การเกิดผลที่มีคุณภาพต่อคนในชุมชน ในขณะเดียวกันเราต้องยกระดับคนที่เข้ามาทำงาน ต้องเพิ่มทักษะ ซึ่งต้องใช้เวลานานในการเรียนรู้ ไม่สามารถสอนทุกอย่างได้ในหนึ่งชั่วโมง เพราะสมองของคนเรามีพื้นที่ในการจะรับแล้วต้องมาย่อย ถ้าทุกอย่างประดังมาก็จะรู้สึกว่ารับไม่ไหว กลายเป็นว่าทำงานเยอะแต่ไม่ได้อะไร ต้องระวังอาการแบบนี้ จะเกิดคำถามว่า พวกคุณทำงานหาเงินบนความเดือดร้อนของคนไปวันๆ แล้วไม่ได้อะไร จะเกิดอาการสะท้อนกลับแบบบูมเมอแรง คืองานทำให้เราเสีย ขอฝากจุดนี้ให้ระวัง
ทางออกของปัญหา ?
อันที่หนึ่งต้องมองว่างานเราล้นมือหรอยัง คนที่ทำงานภาคปฏิบัติแล้วให้ได้ผลจริงมีน้อย เราต้องทำงานหลายโครงการ ไม่มีเวลาเรียนรู้และบ่มเพาะ อันที่สองคือ คนที่ทำงานภาคประชาสังคมไม่เคยพูดคุยกัน ตรวจสอบกันและกันว่าใครทำอะไร ต่างคนต่างทำ รู้ทีหลังว่าทำงานกับกลุ่มเดียวกัน โครงการคล้ายๆ กัน เราจะทำอย่างไรให้สัมฤทธิ์ผล ร่วมมือได้ไหม เพื่อไม่ซ้ำซ้อน นอกจากนี้จำเป็นต้องสร้างคน การจัดระบบงานก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่ละคนเรียนรู้อะไรเมื่อทำโครงการ และเขาควรจะได้ทักษะอะไรเพิ่มบ้าง
คุณนวลน้อย ธรรมเสถียรเป็นผู้หญิงคุณภาพอีกคนหนึ่งของสังคม
ที่กล้าแสดงความคิดเห็นแบบตรงไปตรงมาตามประสานักข่าวมืออาชีพ
สำหรับข้อคิดเห็นที่เธอให้มานั้น ถือเป็นมุมมองที่คนทำงานภาคประชาสังคมในพื้นที่
ควรนำไปคิดต่อเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพื่อใครที่ไหน
แต่เพื่อเพิ่มคุณภาพการทำงานเพื่อสังคม
เพราะการมีอุดมการณ์อย่างเดียวมันไม่พอ
แต่ต้องทำงานอย่างมืออาชีพด้วย ถึงจะเรียกว่าทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างแท้จริง |